ประเด็นเดือดในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับดุลยพินิจของการพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอกคัสแบบรุนแรงและแพร่กระจาย (Invasive Pneumococcal Disease: IPD) บรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ถ้วนหน้า ที่ไม่ทำให้ชวนสงสัยเลยแม้แต่น้อยว่ามีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดในช่วงก่อนเลือกตั้งแค่ไม่กี่วัน อย่างไรก็ตามประเด็นเหล่านี้น่าสนใจในเชิงมุมมองที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว จนนำไปสู่การตัดสินใจนโยบายสุขภาพ วันนี้หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสาธารณสุข จะชวนเปิดเมื่อมุมทางวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ นโยบายสุขภาพ รวมถึงวิเคราะห์ประเด็นทางสังคม ฉายภาพของ “กระแสปัญหา” “กระแสนโยบาย” และ “กระแสการเมือง” ส่งผลเช่นไรต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย และเผื่อจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งทั่วไปของผู้อ่านทุก ๆ ท่านในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ โดยหวังว่าแง่มุมเรื่องการพัฒนานโยบายและระบบสุขภาพ จะอยู่ในใจท่านผู้อ่าน ขณะจรดปากกาในคูหา ไม่มากก็น้อย
วัคซีน IPD
ผู้เขียนคิดว่าชื่อย่อและชื่อโรคค่อนข้างเข้าใจยากเสียหน่อยจึงพยายามนิยามชื่อเรียกเชื้อโรค และตัวโรคให้แน่ชัด โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (pneumococcal disease) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae ธรรมชาติของการติดเชื้อจะเกิดได้ทั้งการติดเชื้อนิวโมคอคคัสแบบรุนแรงและแพร่กระจาย (Invasive Pneumococcal Disease: IPD) ซึ่งหมายความถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด (bacteremia) และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis) และอีกประเภทคือการติดเชื้อนิวโมคอคคัสแบบไม่รุนแรง (Non- Invasive Pneumococcal Disease) อันได้แก่ โรคปอดอักเสบ (pneumonia) และโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (acute otitis media: AOM) เชื้อชนิดดังกล่าวไม่ได้ก่อโรคเพียงแค่ในเด็ก แต่เป็นเชื้อที่ติดได้ทุกเพทศทุกวัย หากแต่จะมีอัตราการติดเชื้อและความรุนแรงมากขึ้นในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 70 ปี, เด็กที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เด็กที่มีภาวะไม่มีม้าม หรือการทำงานของม้ามบกพร่อง โรคเรื้อรังของอวัยวะต่าง ๆ และโรคที่เสี่ยงต่อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ1
ดังนั้นตามหน้าข่าวหากเรียกว่าวัคซีน IPD อาจเป็นการตีความชวนให้สับสนเล็กน้อย เพราะตัววัคซีนเป็นการป้องกันการติดเชื้อ หรือการลดความรุนแรงของการติดเชื้อ ชนิดของวัคซีนที่มีในประเทศไทยเรียกว่า วัคซีนชนิดคอนจูเกต (pneumococcal conjugated vaccine: PCV) และวัคซีนชนิดพอลิแซ็กคาไรด์ (pneumococcal polysaccharide vaccine: PPSV) ที่เป็นชนิดเก่ากว่าและประสิทธิภาพด้อยกว่า อย่างไรก็ตามในปัจจุบันวัคซีนยังมีการพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ ผ่านการแข่งขันของตลาด ทั้งในแง่ความครอบคลุมสายพันธุ์ย่อยของเชื้อ เช่น PCV7, PCV10, PCV13, PCV15, PCV20, ฯลฯ ที่ตั้งชื่อตามจำนวนสายพันธุ์ที่ครอบคลุมได้ และสามารถลดอัตราการป่วยและความรุนแรงได้มากขึ้น2
ตลอดเวลาที่มีการพัฒนาวัคซีนดังกล่าว ได้มีคำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อว่าเป็นวัคซีนที่มีความสำคัญ และอยู่ในประกาศคำแนะนำมามากกว่า 10 ปี3 เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านอาจเคยเห็นผ่านตา หรือแม้กระทั่งเคยฉีด หรือเคยเห็นคนฉีดให้ลูกหลาน หรือกระทั่งมีแพทย์แนะนำให้ฉีดเอง อย่างไรก็ตามสิ่งที่นำไปสู่ประเด็นการถกเถียงคือ นโยบายการฉีดวัคซีนถ้วนหน้าสำหรับประชาชนไทยทุกคน กล่าวคือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อให้เด็กเล็กฉีดได้ฟรีถ้วนหน้า ไม่เพียงแค่กลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ซึ่งนั้นจะหมายความถึงสิทธิ์ของเด็กไทยทุกคนที่มีเลขบัตรประชาชนไทย 13 หลัก ไม่ว่าจะมีสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง, 30 บาทฯ) หรือบุตรข้าราชการ หรือมีประกันสุขภาพโดยสมัครใจแผนอื่น ๆ เนื่องด้วยสิทธิ์การส่งเสริมป้องกันโรคนั้นครอบคลุมในการดำเนินงานของ สปสช. ทั้งสิ้น
ประเด็นเดือด...เดือดอะไร?
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ 22 มกราคม 2569 ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหาร สปสช. ว่าด้วยการ “ไม่อนุมัติ” บรรจุวัคซีน PCV หรือวัคซีนป้องกันโรค IPD ดังที่ได้กล่าวไป และต่อมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการอนุมัติให้ดำเนินการทดลองนำร่อง (pilot) พร้อมประเมินผล และต่อรองราคาเพิ่มเติม ก่อนนำผลไปประกอบการพิจารณาบรรจุวัคซีน PCV เป็นสิทธิประโยชน์ถ้วนหน้าในอนาคต4 จึงก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลักการพิจารณาของ สปสช. จากหลากหลายภาคส่วน โดยเริ่มจาก...
นำร่อง ศึกษามา 8 ปีแล้ว: เปิด Timeline นโยบายการให้วัคซีน
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่ววันชั่วคืน การเล็งเห็นความสำคัญของวัคซีน IPD นั้นมีมานานนับทศวรรษ และแนวคิดการบรรจุวัคซีนลงในชุดสิทธิประโยชน์นั้นเริ่มขึ้นใน พ.ศ.2560 จากการสัมภาษณ์ ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ อาจารย์สาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ดังรูปที่ 2 สะท้อนให้เห็นกระบวนการในการสร้างนโยบายจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์
ซึ่งหากย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2556 มีงานวิจัยศึกษาความคุ้มค่า โดย Kulpeng (2013)6 ชี้ว่า การฉีดวัคซีน PCV10 และ PCV13 อย่างถ้วนหน้า “ไม่คุ้มเงิน” ด้วยการพิจารณาราคาวัคซีนในขณะนั้น อย่างไรก็ตามมีการผลักดันโดยภาคส่วนต่าง ๆ โดยใช้หลักฐานทางการแพทย์ที่หลากหลาย รวมถึงการทำงานวิจัยชิ้นใหม่ที่คาดว่าจะทำให้ชี้ความคุ้มค่าได้แม่นยำยิ่งขึ้น พ.ศ.2562 ได้มีการศึกษาครั้งใหม่โดย Dilokthornsakul (2019)7 และพบว่า PCV13 นั้นคุ้มเงิน แต่ PCV10 ไม่คุ้มเงิน แต่หากเพิ่มการพิจารณาผลของภูมิคุ้มกันหมู่ ก็จะทำให้ PCV10 และ PCV13 คุ้มเงิน ภายหลังจากนั้นตลอดมามีการผลักดันและเสนออย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการศีกษาและต่อรองราคากับบริษัทผู้ผลิตให้มีราคาถูกลง และมีการศึกษาความคุ้มทุนโดย HITAP ในปี พ.ศ.2565 ที่เสนอถึงความคุ้มเงินของ PCV10 และ PCV13 โดยจะมีความคุ้มค่าและลดต้นทุนการรักษา ก็ต่อเมื่อพิจารณาผลของภูมิคุ้มกันหมู่แล้วเท่านั้น8
อย่างไรก็ตาม สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้โพส infographic และข้อความผ่าน Facebook เกี่ยวกับการทบทวนการประเมินความคุ้มค่าของวัคซีน PCV โดยการปรับข้อมูลราคาและจำนวนประชากรเกิดใหม่ให้เป็นปัจจุบัน ที่ดำเนินการโดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) (ref สถาบันวัคซีน) ว่ามีความคุ้มค่าของวัคซีน PCV ทั้งในกรณีที่ไม่รวม และรวมผลของภูมิคุ้มกันหมู่ และมีความคุ้มค่าทั้ง PCV10 และ PCV135
หลักฐานเชิงประจักษ์ดังกล่าวอาจชวนให้สงสัยถึงวิธีพิจารณาของคณะกรรมการ สปสช. โดยทางผู้ผลักดันนโยบายสำคัญที่สุดในสนามนโยบายนี้ได้แก่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้ที่มีความสนใจในประเด็นดังกล่าวมีหลากหลาย ซึ่งผู้เขียนอาจประยุกต์ใช้กระบวนการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder analysis) เบื้องต้น แล้วหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจในโลกโซเชียลมีเดีย มาเรียบเรียบและหารือ ดังแสดงในตารางที่ 1 ผู้มีส่วนได้เสียจะมีความสนใจ (interest) และอำนาจ (power) แตกต่างกัน โดยจะตีความว่าอำนาจในที่นี้ได้แก่ อำนาจที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติการบรรจุวัคซีน PCV ลงในชุดสิทธิประโยชน์ฯ
| อำนาจการตัดสินใจทางตรง | อำนาจทางอ้อม เช่น การส่งอิทธิพลทางสังคม | |
|---|---|---|
| ความสนใจสูง |
รมว.สาธารณสุข ผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ด สปสช. |
กรมควบคุมโรค สถาบันวัคซีน ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย |
| ความสนใจต่ำ |
กลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไรอื่น ๆ ในบอร์ด คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพด้านอื่น ๆ |
มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์ บุคลากรทางการแพทย์ ภาคประชาสังคม ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอื่น ๆ |
การสื่อว่าความสนใจต่ำในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความสนใจ หากแต่เป็นกลุ่มที่อาจไม่ได้มีส่วนได้เสียโดยตรง หรือไม่ได้มีความสนใจในประเด็นวัคซีนนี้เป็นพิเศษ หากแต่เป็นไปได้ว่ากลุ่มเหล่านี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงความสนใจตามประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้าถึงประชาชนทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว
มุมน้ำเงิน ฝั่งผู้ผลักดันนโยบาย นักวิชาการ ภาคประชาสังคม
ทั่วโลกฉีดให้ ทั่วไทยฉีดยัง?
ในเวทีโลกองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังย้ำชัดว่าควรมีในตารางวัคซีนเด็ก และหลายประเทศก็ทำให้ ‘เป็นเรื่องปกติ’ ไปแล้ว โดยรายงานภาพรวมระบุว่าปี 2024 มีประเทศสมาชิก WHO จำนวนมากที่ให้ PCV กับเด็กเป็นกิจวัตร (ระดับ “ทั้งประเทศ/ทั้งรุ่นเด็กเกิดใหม่”) ขณะที่ประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ “ไม่ได้ให้เป็น routine” ในหลายฐานข้อมูลสาธารณะ นำไปสู่การตั้งคำถามของสังคมว่าไทยเป็น “1 ใน 19 ประเทศที่ยังไม่ฟรี” หรือ ทำไมของที่โลกมองว่าเป็นพื้นฐาน กลับมาหยุดที่คำว่า “นำร่อง” ในบ้านเรา?
ใครพิจารณาสิทธิของคนทั้งประเทศ?
ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้หยุดแค่ที่ “จะอนุมัติหรือไม่” แต่คือ “ใครมีสิทธิ์ตัดสินแทนคนทั้งประเทศ” เพราะโครงสร้างบอร์ดของ สปสช. ตามกฎหมายเป็นคณะกรรมการจำนวนจำกัดในหลักสิบ ที่ต้องตัดสินแพ็กเกจสิทธิของคนหลักหลายสิบล้าน แม้จะมีกลไกตัวแทนภาคประชาชน และการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญของความยั่งยืนของกองทุนฯ ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา9 อย่างไรก็ตาม สังคมตั้งคำถามขึ้นว่าประเด็นที่ต้องใช้ข้อมูลและองค์ความรู้เฉพาะทางอย่างวัคซีนเด็ก ศ.พญ.กุลกัญญา ได้ให้ความเห็นว่าควรมีกุมารแพทย์ แพทย์โรคติดเชื้อ หรือแพทย์ระบาดวิทยาเด็ก อยู่ในวงตัดสินใจอย่างมีน้ำหนักด้วยเช่นกัน5
ข้อมูลอุบัติการณ์โรค อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
โดยธรรมชาติของการติดเชื้อและการเกิดโรค เชื้อนิวโมคอคคัสอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะมันอยู่ในจมูกหรือคอได้โดยไม่ทำให้ป่วยเสมอไป หรือในทางกลับกัน ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้มีเชื้อในเลือดให้เพาะเจอ เนื่องจากผู้ป่วยบางส่วนได้ยาปฏิชีวนะก่อนเก็บตัวอย่าง และการเก็บสิ่งส่งตรวจไม่ได้คุณภาพจะส่งผลทำให้มีผลลบลวง (false negative) ง่ายขึ้น โดยรวมจะส่งผลให้มีแนวคิดว่าตัวเลขรายงาน หรือจากงานวิจัยมักไม่สะท้อนการป่วยจริง เนื่องจากพึ่งพาตัวเลขที่ยืนยันเชื้อด้วยการเพาะเชื้อ10 อีกทั้งยังมีข้อวิพากษ์ในประเด็นว่าข้อมูลการวิเคราะห์ความคุ้มค่า ไม่ได้พิจารณาถึงความพิการหลงเหลือหรือผลกระทบระยะยาว หรือมักถูกชั่งน้ำหนักน้อยเกินไป ทำให้อาจมองข้ามภาระโรคที่ซ่อนอยู่ได้
ที “อันนั้น” ยังได้เลย
อีกประเด็นที่สร้างความลำบากใจในการสื่อสารและการให้เหตุผลในการตัดสินใจเชิงนโยบาย คือความไม่เป็นอันหนึ่งเดียวกันของหลักการ กล่าวคือ เสียงวิจารณ์กล่าวว่าไม่มีเหตุผลที่จะไม่อนุมัติวัคซีนจำเป็นสำหรับการป้องกัน และช่วยชีวิตเด็ก แต่ทำไมสามารถอนุมัติสิทธิประโยชน์กับสิ่งอื่น ๆ ที่ดูไม่มีความคุ้มค่ามากกว่า หรือความจำเป็นเร่งด่วนน้อยกว่า เช่น การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยเหลือ (robotic surgery) หรือแม้แต่ความไม่เห็นด้วยกับการให้สิทธิ์ในการแปลงเพศฟรี (อนึ่ง ข้อโต้แย้งนี้อาจสร้างความไม่เข้าใจได้อย่างง่ายกับผู้ที่ไม่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ หากแต่ทำได้เพราะเป็นการรักษาภาวะความทุกข์ใจในเพศสภาพ (gender dysphoria) หรือการผ่าตัดแก้ไขภาวะอวัยวะเพศกำกวมโดยกำเนิด (ambiguous genitalia)) รวมถึงการพิจารณาใช้ยาแพงที่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์11 จึงวนกลับมาที่การอนุมัติวัคซีนที่ “ดูเหมือนจะ” คุ้มค่าอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นการส่งเสริมป้อนกันโรคมากกว่าการรักษา ถูกเลื่อนการพิจารณาและต้องให้พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะมีหลักฐานประจักษ์
มุมแดง สปสช. รออะไรอยู่
ถอดรหัสแชทหลุด
สำนักข่าวมติชนออนไลน์12 นำเสนอแชทกลุ่มในแอพลิเคชั่น LINE โดยประกอบด้วยกรรมการ บอร์ดสปสช. และมีผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งที่ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นท่านใด ให้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุผลในการไม่อนุมัติวัคซีนฯ ในชุดสิทธิประโยชน์ได้ โดยมีใจความดังนี้
1. สถานการณ์การซื้อวัคซีนของประเทศไทยที่ต่างจากหลากหลายประเทศที่ดำเนินการฉีดได้ถ้วนหน้าแล้ว เช่น ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา หรือประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลางอื่น ๆ เป็นเหตุผลว่ามีโครงการ Gavi (Gavi, the Vaccine Alliance หรือ Global Alliance for Vaccines and Immunization) ที่สนับสนุนวัคซีนราคาถูกให้กับประเทศที่ด้อยโอกาส แต่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องจัดซื้อในราคาเต็ม การวิเคราะห์ต้นทุนอรรถประโยชน์จึงต้องคิดราคาที่สูงกว่าในสมการ และยากที่จะประเมินได้ว่าวัคซีนดังกล่าวมีความคุ้มค่า
2. หลายประเทศเลือกที่จะ “นำร่อง” ก่อนเช่นกัน กล่าวคือมีแผนการขยายความครอบคลุมไปในอนาคต เช่น ประเทศจีน อินเดีย แม้ประเทศจีนจะมีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงกว่าไทยพอสมควร จากนั้นจึงทำการเก็บข้อมูลภายในประเทศแล้วจึงนำมาพิจารณาอีกครั้ง ดังนั้นบริบททางสังคมและทางระบาดวิทยาที่แตกต่างกันจึงมีผลต่อผลลัพธ์ของนโยบายเป็นอย่างมาก
3. สถานการณ์เศรษฐกิจ และการเงินของกองทุน ยังไม่เอื้อให้สามารถฉีดวัคซีนให้กับเด็กเกิดใหม่ทุกคนได้ จึงจำเป็นต้องมีการนำร่องด้วยงบประมาณที่ได้รับก่อน
4. ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล กล่าวคือ ผู้ทรงคุณวุฒิฯ ได้ให้ความเห็นว่าการเก็บข้อมูลจากการดำเนินการนำร่องฉีดวัคซีน PCV ในจังหวัดมหาสารคามนั้นไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ และทำแบบจำลองเพื่อทำนายความคุ้มทุน
ใจเย็น ๆ กับคำว่า “คุ้มค่า”: มุมมองของ Health Technology Assessment
จากที่ได้กล่าวไปแล้วครั้งหนึ่งถึงมุมมองของคำว่า “คุ้มค่า” หรือ “คุ้มทุน” หรือ “คุ้มเงิน” หรือสุดแท้แต่จะนิยามศัพท์ เป็นแนวคิดการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญผ่านการประยุกต์ใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ภายใต้สมมุติฐานว่า ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาของยา หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ เทียบกับราคาที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินแล้ว หากว่า “แพง” เกินกว่า “ความเต็มใจจ่าย” (willingness to pay) ของเรา หรือของรัฐบาล ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ควรตัดสินใจซื้อ และในทางกลับกันก็จจะซื้อหากราคา “ถูก” กว่าความเต็มใจจ่าย โดย สปสช. พิจารณาหลักเกณฑ์นี้จากตัวเลขที่เคยมีที่มาจากสมมุติฐานว่า เราเต็มใจจะจ่าย 1 ปีสุขภาวะ ของคน 1 คน (หน่วยวัดที่มีที่มาจากการคิดเสมือนว่า คน 1 คนจะมีสุขภาพแข็งแรง ปลอดทุกข์ ได้เป็นเวลา 1 ปี) ในราคา 160,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขของรายได้ต่อหัวประชากรของประเทศไทยในช่วงสมัยที่มีการเริ่มต้นแนวคิดดังกล่าว13
อย่างไรก็ดี สปสช. “ไม่เคย” ใช้หลักการดังกล่าวเป็นไม้บรรทัดตรงไม้เดียวสำหรับการพิจารณาอนุมัติการบรรจุสิทธิประโยชน์ หรือการวิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินเทคโนโลยีทางสุขภาพ หากแต่จำเป็นต้องประกอบกับปัจจัยหลากหลาย เช่น ความสอดคล้องต่อนโยบายสุขภาพโดยรวม ความพร้อมของบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขในบริการนั้น ๆ เป็นต้น แต่กระนั้น การประเมินเทคโนโลยีทางสุขภาพ (Health Technology Assessment: HTA) ก็ยังเป็นหลักการสำคัญที่เป็นกุญแจสำหรับการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน ที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก และโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (Health Intervention and Technology Assessment Program: HITAP) ก็เป็นโครงการและหน่วยงานหนึ่งที่ผลิตหลักฐานเชิงประจักษ์ในประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลไม่พอ ไม่ควรด่วนสรุป
แม้กระแสก่นด่าและการทักท้วงจากผู้ผลักดันนโยบายมาเกือบทศวรรษจะเตร่เข้ามาอย่างอุ่นหน้าฝาคั่ง มติบอร์ด สปสช. ยังหนักแน่นในเรื่องความไม่เพียงพอของข้อมูลที่จะพิสูจน์ความคุ้มค่าของวัคซีน ซึ่ง ณ จุดนี้ผู้เขียนไม่สามารถเจาะลึกถึงแนวคิดเบื้องหลังและระดับความตั้งใจในเหตุการณ์นี้ได้ หากแต่มีการประสานให้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ทำวิจัยประเมินเพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้จากการนำร่องในพื้นที่เสี่ยงต่อไปเป็นเวลาอีก 1 ปี คาดเดาว่าจะเป็นส่วนของ ผลที่มาจากภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd immunity) ที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีน ซึ่งประเมินค่อนข้างยากหากขาดหลักฐานจากโลกแห่งความเป็นจริง และฝั่งผู้ผลักดันนโยบายยอมรับว่าไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงในก่อนหน้านี้เช่นกันเนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในการทดลองหากไม่ได้มีนโยบายที่สนับสนุนให้ฉีดวัคซีนฟรีแต่แรก
เลขาธิการฯ แถลง
สำนักข่าว Thai PBS รายงานว่า นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี ชี้แจงมติบอร์ด สปสช. ที่ให้เริ่มวัคซีน PCV ในเด็กแบบ “นำร่อง” ด้วยเหตุผลตรงไปตรงมาคือ “วงเงินมีจำกัด”14 โดยงบที่กันไว้ล่วงหน้าและได้รับจัดสรรแล้วอยู่ที่ 225 ล้านบาท แต่ PCV ต้องฉีด 3 เข็ม (2, 4 และ 12 เดือน) ทำให้เมื่อตีราคาคร่าว ๆ ระดับหลักร้อยต่อเข็ม ต้นทุนต่อเด็กจะกลายเป็น “หลักพัน” จนครอบคลุมได้เพียงแสนกว่าคน เทียบกับเด็กเกิดใหม่ราว 4 แสนคนต่อปี จึงไม่อาจทำ “ทั่วประเทศในคราวเดียว” ได้ อีกทั้งที่ประชุมบอร์ดให้กำหนดหลักเกณฑ์การเลือกพื้นที่นำร่องตามเกณฑ์วิชาการ ได้แก่ พื้นที่หรือเขตที่มีอุบัติการณ์สูงและมีความพร้อมด้านระบบบริการ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าเลือกตาม “เขตพื้นที่การเมืองหรือฐานเสียง” พร้อมเดินหน้าต่อรองราคาให้ใกล้กลไกระหว่างประเทศอย่าง UNICEF และ Gavi ควบคู่กับการเก็บข้อมูลผลลัพธ์จริงร่วมกับหน่วยงานรัฐ เช่น สวรส., กรมควบคุมโรค และ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อปูทางขยายผลในอนาคต
การเมืองมีผลอย่างไรต่อการตัดสินใจ
คำตอบแบบขวานผ่าซากอาจจะเป็น การเมือง “ไม่เคย” ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายสุขภาพ อย่างไรก็ตามนักวิชาการได้มีการเสนอทฤษฎีของการเกิดขึ้นของนโยบายใด ๆ ว่าอาจไม่ได้มีการพิจารณาอนุมัติตามตรรกะหลักการความเหมาะสมที่สุด หากแต่นโยบายจะเกิดเมื่อ “หน้าต่างโอกาส” (window of opportunity) ได้เปิดออก ก็ต่อเมื่อมี “กระแสธาร” (stream) สามสายมาบรรจบกัน ได้แก่ “กระแสปัญหา” (problems stream), “กระแสนโยบาย” (policies stream) และ “กระแสการเมือง” (politics stream)15 เมื่อภาพของปัญหาฉายให้เด่นชัด ประกอบกับแนวนโยบายที่เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว สอดประสาน “การเมือง” กล่าวคือ การผลักดันจากแรงส่งทางการเมือง ได้แก่ ผู้มีส่วนได้เสียทางการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งโดยชอบธรรม รวมถึงความเห็นจากสังคม และกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ เมื่อผนวกรวมกันจึงจะทำให้ “หน้าต่าง” นั้นเปิดออก และเมื่อนั้น “นักผลักดันนโยบาย” (policy entrepreneurs) ก็จะสามาถส่งนโยบายนั้นเข้าสู่หน้าต่างดังกล่าว เป็นอันสมบูรณ์ ดังรูปที่ 4 ที่ฉายให้เห็นตัวอย่างการไหลมาบรรจบกันของกระแสธารทั้งสาม หลายเหตุการณ์การเกิดนโยบายสุขภาพในประวัติศาสตร์ หรือกระทั่งการ “ไม่เกิด” นโยบาย อาจสามารถใช้หลักคิดดังกล่าวนี้มาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แม้บางครั้งจะมีการกล่าวอ้างว่า ไม่มีการนำประเด็นทางการเมืองมาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา ดังที่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้กล่าวไว้ในประเด็นการหารือเรื่องวัคซีน IPD16 อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีที่ได้หยิบยกมาข้างต้นยังเป็นที่ยอมรับพอสมควรในการวิเคราะห์กระบวนการนโยบาย (policy process) ไม่ได้มองว่าการทำงานของรัฐเป็นเครื่องจักรที่ล้วนแล้วใช้ตรรกะ แต่มีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาข้องเกี่ยวไม่มากก็น้อย
ทางผู้เขียนได้ยกนโยบายมาเพื่อการเปรียบเทียบเพื่อเป็นตัวอย่าง และเสริมสร้างความเข้าใจในการวิเคราะห์กระบวนการนโยบาย นโยบายสุขภาพทั้งสี่ ได้แก่ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค, นโยบายกัญชาทางการแพทย์, วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก และวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัสแบบรุนแรงและแพร่กระจาย ล้วนแล้วแต่มีความเด่นชัดที่แสดงให้เห็น “กระแสธาร” ที่นำไปสู่นโยบาย ดังแสดงในตารางที่ 2
| นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค (2543) | นโยบายกัญชาทางการแพทย์ (2562) | วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (2567) | วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัสแบบรุนแรงและแพร่กระจาย (2569) | |
|---|---|---|---|---|
| กระแสปัญหา (Problem Stream) |
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การขาดหลักประกันสุขภาพสำหรับผู้ด้อยโอกาส |
การขาดแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ การแสวงหาเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ |
แนวคิดสตรีนิยม ความเท่าเทียมทางเพศและโอกาส มะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของหญิงไทยอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม |
เชื้อ S. pneumoniae เป็นภาระโรคที่สำคัญ ภาวะเด็กเกิดน้อย ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มความสำคัญของการดูแลเด็กเล็ก |
| กระแสนโยบาย (Policy Stream) |
การเสนอให้ปฏิรูประบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ | แนวคิดการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ | การเสนอให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรี สำหรับผู้หญิงทุกคน |
เสนอให้เด็กไทยทุกคนได้รับวัคซีนในช่วงอายุ 2, 4 และ 12 เดือน อย่างไรก็ตาม ยังมีการถกเถียงเกี่ยวกับความพร้อมของข้อมูลความคุ้มค่า และข้อจำกัดของวงเงินส่งเสริมป้องกันของ สปสช. |
| กระแสการเมือง (Politics Stream) |
พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง ได้ที่นั่งในสภาฯ จำนวน 248 เสียง |
พรรคภูมิใจไทยได้รับที่นั่งในสภาฯ 51 เสียง | พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พ.ศ.2566 |
พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาจากพรรคภูมิใจไทย คณะกรรมการ สปสช. ยังมีส่วนคัดค้าน และกระแสสังคมไม่เกิดขึ้นก่อนหน้ามติการนำร่อง |
| นักผลักดันนโยบาย (Policy Entrepreneurs) |
พรรคไทยรักไทย และคณะทำงาน | พรรคภูมิใจไทย | รัฐบาลพรรคเพื่อไทย |
กระทรวงสาธารณสุข (กรมควบคุมโรค) ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย |
| การเกิดนโยบาย | ตราพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 | การถอดกัญชาออกจากยาเสพติดประเภทที่ 5 ใน พ.ศ.2565 | อนุมัติให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกรับบริการฟรี สำหรับผู้หญิงและผู้มีประจำเดือนอายุ 11–20 ปี รวมถึงโครงการสนับสนุนการฉีดวัคซีน |
ยังไม่สามารถบรรจุในชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน มีการนำร่องฉีดวัคซีนในบางจังหวัดหรือเขตสุขภาพที่มีอัตราป่วย IPD สูง ใช้งบประมาณจัดซื้อวัคซีน 200 ล้านบาท |
การที่ที่ประชุมจบลงด้วยการอนุมัติให้มีการนำร่องก่อนนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนโยบายเช่นกัน Matland (1995)17 ได้เสนอว่าการจัดการกับความขัดแย้ง และความคลุมเครือของนโยบาย วิธีหนึ่งคือการทดลองนโยบาย หรือการนำร่องและสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อไปในอนาคต แม้ว่าในข้อเสนอดังกล่าวจะตั้งข้อสังเกตว่าการนำร่องมักจะใช้ในสถานการณ์ที่มีความคลุมเครือสูง แต่มีความขัดแย้งต่ำ ในสถานการณ์ของเราตอนนี้ต้องเรียกว่ามีทั้งความคลุมเครือและความขัดแย้งอยู่สูง หากแต่การตัดสินใจสุดท้ายจะสามารถมองได้ว่าให้ความสำคัญกับความคลุมเครือของหลักฐานเสียมากกว่า
เลือกตั้งพรรคไหนจะสร้างการเปลี่ยนแปลง?
ร้อยเรียงมาทั้งหมดข้างต้น คงไม่มีประโยชน์นักหากผู้เขียนไม่สามารถวิเคราะห์ให้นำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้นจึงขออนุญาตสรุปประเด็นสาระ (theme) ที่คาดว่าก่อให้เกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างภาคส่วน รวมถึงวิเคราะห์ว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของพรรคการเมืองใหญ่ที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ พรรคไหนจะสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหา หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการพัฒนานโยบาย และจะนำไปสู่สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของคนไทยได้ โดยเราชวนให้ติดตามไปที่บทความก่อนหน้าของหน่วยวิจัยฯ ด้วยเช่นกัน (อ่านบทความที่นี่)
| พรรคการเมือง | ประเด็น 1: การจัดการข้อมูลสุขภาพ และการวิจัย | ประเด็น 2: ระบบพิจารณาความคุ้มทุน/อนุมัติชุดสิทธิฯ | ประเด็น 3: งบกองทุนสุขภาพฯ ไม่เพียงพอ | ประเด็น 4: โครงสร้าง/ระบบการทำงานของ สปสช. |
|---|---|---|---|---|
| พรรคประชาชน |
เน้น “โครงสร้างข้อมูล” เช่น ตั้งหน่วยงานกลางด้านข้อมูล+ธุรกรรมเบิกจ่าย ผลักดันฐานข้อมูลสุขภาพ, e-prescription และศูนย์ข้อมูลยาแห่งชาติ/รหัสยา/ราคากลาง ฐานข้อมูลกำลังคนสุขภาพระดับชาติ |
มีแนวคิด “ชุดสิทธิประโยชน์มาตรฐานเดียวกันของ 3 กองทุน” และแนวคิด value-based healthcare แต่ไม่ได้ระบุกระบวนการประเมินความคุ้มทุน/HTA หรือกลไกตัดสินใจชุดสิทธิฯ ของ สปสช. แบบชัดเจน |
ไม่ได้พูดตรง ๆ ว่า “งบไม่พอ” แต่พูดถึงการปฏิรูปการจ่าย/การบริหารเชิงระบบ (value-based) มากกว่าเพิ่มวงเงิน |
เสนอ “ปรับปรุงกฎหมาย” เพื่อความโปร่งใส/ถ่วงดุลอำนาจในการบริหาร สปสช. เสนอหน่วยงานกลางข้อมูล+ธุรกรรม เสนอประเด็นปฏิรูปในกรุงเทพมหานคร ให้ กทม. บริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพในพื้นที่ |
| พรรคเพื่อไทย | สนับสนุนการสร้างฐานข้อมูลสุขภาพคนไทย (แต่ไม่ได้ชี้หน่วยงานเจ้าภาพ) |
มี “เพิ่ม/ยกระดับสิทธิประโยชน์” บางเรื่อง เช่น ทำสุขภาพจิตเป็นสิทธิประโยชน์หลัก และ “30 บาทรักษาทุกที่” แต่ไม่พบรายละเอียดเรื่องเกณฑ์คุ้มทุนหรือขั้นตอนอนุมัติชุดสิทธิฯ |
กล่าวถึง “เหมาจ่ายรายหัวน้อยเกินไป” และเสนอรื้อระบบจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ (สะท้อนมุมมองว่าโครงสร้างการเงินปัจจุบันไม่พอ/ไม่เหมาะ) |
“30 บาทรักษาทุกที่” โดย สปสช. ดูแลด้านการเงินการคลัง เสนอปรับระบบจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัว |
| พรรคภูมิใจไทย |
ไม่เน้น “ระบบข้อมูลระดับชาติ” ในส่วนที่บทความสรุปไว้ แต่มีมิติการบริหารพื้นที่ผ่านการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. |
เสนอสิทธิ/บริการเฉพาะเรื่อง เช่น “มะเร็งรักษาทุกที่”, “ฟอกไตฟรี” เป็นการ “ขยายสิทธิ/บริการ” มากกว่า “กลไกอนุมัติ/คุ้มทุน” |
ไม่ได้พูดตรงเรื่องงบกองทุนไม่พอ แต่เสนอให้การบริหารงบ/จัดซื้อยา “คล่องตัว” ผ่านการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ไป อบจ. |
โฟกัส “โครงสร้างการบริหารแบบกระจายอำนาจ” โดยถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ไป อบจ. เพื่อความคล่องตัวด้านงบและจัดซื้อยา (กระทบโครงสร้างระบบบริการและการเงินในพื้นที่) |
| พรรคประชาธิปัตย์ | เสนอให้ “สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน)” เป็นเจ้าภาพฐานข้อมูลสุขภาพคนไทย | ไม่พบรายละเอียดเรื่องระบบพิจารณาคุ้มทุน/อนุมัติชุดสิทธิฯ (ในบทสรุปนโยบายของบทความ) |
เสนอ “ปรับแผนงบประมาณของ สปสช. โดยไม่ต้องเบิกจากงบกลาง” (เป็นโจทย์โครงสร้างงบประมาณ/แหล่งเงิน มากกว่าการเพิ่มวงเงินตรง ๆ) |
อยู่ในกลุ่มที่พูดถึง “ปฏิรูประบบบริการด้านการจัดการและข้อกฎหมาย” และประเด็นแผนงบของ สปสช. |
| พรรคกล้าธรรม | ไม่พบนโยบาย | ไม่พบนโยบาย |
ถูกกล่าวถึงเรื่อง “เพิ่มเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ” (ไม่ระบุจำนวน) แต่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโจทย์งบกองทุนสุขภาพ/สปสช. |
ไม่พบนโยบาย |
| พรรครวมไทยสร้างชาติ | ไม่พบนโยบาย | ไม่พบนโยบาย |
ถูกกล่าวถึงเรื่อง “เพิ่มเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ” (เสนอ 1,500 บาท) แต่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโจทย์งบกองทุนสุขภาพ/สปสช. |
ไม่พบนโยบาย |
References
- ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยโดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2568 link
- Ngamprasertchai T, Rattanaumpawan P. Adult Pneumococcal Vaccinations in Thailand: A Call to Action for Better Protection. J INFECT DIS ANTIMICROB AGENTS. 2025;42(2):51–62. link
- ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยปกติโดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2557 link
- HFocus. บอร์ดสปสช.เคาะ! วัคซีน IPD ฉีดเด็กไทยฟรี แต่นำร่องบางพื้นที่เท่านั้น. 2026. link
- วิดีโอสัมภาษณ์ ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์ โดยคุณวชิรวิทย์ เลิศบํารุงชัย link
- Kulpeng W, Leelahavarong P, Rattanavipapong W, Sornsrivichai V, Baggett HC, Meeyai A, et al. Cost-utility analysis of 10- and 13-valent pneumococcal conjugate vaccines: Protection at what price in the Thai context? Vaccine. 2013 Jun;31(26):2839–47. link
- Dilokthornsakul P, Kengkla K, Saokaew S, Permsuwan U, Techasaensiri C, Chotpitayasunondh T, et al. An updated cost-effectiveness analysis of pneumococcal conjugate vaccine among children in Thailand. Vaccine. 2019 Jul;37(32):4551–60. link
- HITAP. โครงการการทบทวนและปรับปรุงการวิเคราะห์ต้นทุนอรรถประโยชน์ Pneumococcal Conjugated Vaccine (PCV) ในบริบทประเทศไทย. 2022. link
- Marshall AI, Kantamaturapoj K, Kiewnin K, Chotchoungchatchai S, Patcharanarumol W, Tangcharoensathien V. Participatory and responsive governance in universal health coverage: an analysis of legislative provisions in Thailand. BMJ Glob Health. 2021 Feb 18;6(2). link
- โพสต์เฟซบุ๊คโดยภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล link
- Butani D, Faradiba D, Dabak SV, Isaranuwatchai W, Huang-Ku E, Pachanee K, et al. Expanding access to high-cost medicines under the Universal Health Coverage scheme in Thailand: review of current practices and recommendations. J of Pharm Policy and Pract. 2023 Dec 31;16(1):138. link
- มติชนออนไลน์. แชตหลุด กรรมการ บอร์ดสปสช. ไม่เห็นด้วยปม วัคซีนIPD หมอชี้ ทำเด็กทั้งปท.สูญเสียโอกาส. 2026. link
- สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. เกณฑ์การประเมินเพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. link
- ThaiPBS. สปสช.แจงมติบอร์ดวัคซีน PCV ในเด็กเริ่มแบบ "นำร่อง" เหตุวงเงินจำกัด. 2026. link
- Kingdon JW. Agendas, Alternatives, and Public Policies. Longman; 2003. 284 p. link (Google Book)
- HFocus. ย้อนประชุมบอร์ดสปสช.ก่อนมติ "วัคซีน IPD" ปมห่วงความคุ้มค่า งบประมาณไม่เพียงพอ. 2026. link
- Matland RE. Synthesizing the Implementation Literature: The Ambiguity-Conflict Model of Policy Implementation. J Public Adm Res Theory. 1995 Apr 1;5(2):145–74. link
- Callerstig AC. Making equality work: Ambiguities, conflicts and change agents in the implementation of equality policies in public sector organisations. 2014. link

